ประวัติตำบล
ประวัติตำบลฆะมัง

 

        ตำบลฆะมัง เป็นตำบลหนึ่งในสิบห้าตำบลของอำเภอเมือง จังหวัดพิจิตรห่างจากที่ว่าการอำเภอ ประมาณ 15 กิโลเมตร ลักษณะที่ตั้งของตำบลฆะมัง เป็นพื้นที่ที่มีแม่น้ำน่านไหลผ่านกลางแบ่งตำบลฆะมังออกเป็นสองฝากฝั่งแม่น้ำ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมซึ่งสามารถทำได้ตลอดทั้งปี ประวัติความเป็นมาของตำบลฆะมังนั้น ได้กล่าวไว้ว่า ระหว่างปี พ.ศ.2453 ตรงกับรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระปิยะมหาราช หรือ พระพุทธเจ้าหลวง) พระองค์ทรงเป็นกษัติย์ที่โปรดปรานการเสด็จประพาสเยี่ยมราษฏรของพระองค์อยู่เสมอ ในปี พ.ศ.ใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดแต่เป็นคำบอกกล่าวต่อกันมาของคนรุ่นก่อนว่า พระองค์ได้เสด็จประพาสเมืองสองแคว(จังหวัดพิษณุโลก) โดยทางชลมารค
เมื่อขบวนเรือผ่านมาถึงหน้าวัดฆะมังในปัจจุบัน พระองค์ได้โปรดให้ข้าราชบริพารหยุดพักแล้วให้มีการแข่งขันเรือยาวพายระหว่าง ข้าราชบริพารกับชาวบ้าน เรือแข่งขันทั้งสองลำแข่งขันกันมาถึงคุ้งน้ำหน้าวัด ซึ่งเป็นบริเวณน้ำเชี่ยวไหลวนทำให้เรือของชาวบ้านจมลงและมีคนจมน้ำตาย ชาวบ้านที่ยืนดูอยู่บนฝั่งแต่ไกลไม่รู้ว่าคนที่จมน้ำตายหลายคนนั้นเป็นลูกหลานของตนหรือเปล่า ต่างก็อุทานกันเซ็งแซ่ว่า “ลูกกูกะมั้ง ลูกมึงกะมั้ง” ที่จมน้ำตาย จึงได้เรียกบริเวณที่เรือล่มว่า “บ้านกะมัง” ต่อมาด้วยเวลาที่ผ่านไปนานเข้า คำว่า “กะมัง” จึงเพี้ยนเป็น “ฆะมัง” และได้ชื่อว่า “บ้านฆะมัง” มาจนทุกวันนี้

ประวัติตำบลดงกลาง


                  แต่เดิมนั้น ตำบลดงกลางขึ้นอยู่กับตำบลดงป่าคำ ยังไม่ได้ตั้งขึ้นเป็นตำบลใหม่ โดย นายเลี่ยม มันตะสูตร อดีตครูใหญ่โรงเรียนบ้านดงป่าคำ ได้เล่ามาว่า แต่เดิมบ้านดงป่าคำ เป็นป่า ต่อมามี ตามั่น ยายคง อพยพมาจากกรุงเทพฯ มาอยู่กับญาติที่เมืองพิจิตรเก่า ซึ่งญาติเล่าว่าที่ดินยังว่างเปล่าไปตลอดลำคลองเมืองเก่า ที่เรียกว่าคลองข้าวตอกทั้งสองข้าง ทำประโยชน์ได้ทั้งนั้น ยังไม่มีใครครอบครอง เมื่อตามั่น ยายคง ทราบเรื่องก็มาสำรวจดูตามลำคลองทั้งสองฟากมาทางใต้ ก็พบทำเลที่เหมาะเข้า ห่างจากตัวเมืองพิจิตรเก่าประมาณ 8 กิโลเมตร ได้บุกร้างถางป่าสร้างบ้านเรือน ตั้งหลักฐานทำมาหากินจนร่ำรวยและมีญาติอพยพติดตามมาบ้าง เกิดใหม่บ้าง กลายเป็นครอบครัวใหญ่หลายครอบครัว กิตติศัพท์ในเรื่องความร่ำรวยของตามั่น ยายคง ได้ขยายไปจนทั่ว ทำให้เจ้าเมืองพิจิตร ในสมัยนั้น คือ
พระยาเทพาธิบดี ประมาณ 80 ปี มาแล้ว จึงออกตรวจเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้าน และสนใจความร่ำรวยของตามั่น ยายคง มากจนถาม ตามั่น ยายคง ว่าที่นี่เรียกบ้านอะไร ตามั่น ยายคง แกร่ำรวยมีทองคำมาก จึงตอบไปว่า เรียกว่า “ บ้านดงป่าคำ ” คือหมายถึงว่า ถึงจะเป็นป่าเป็นดงก็สามารถเป็นทองคำได้ ต่อมาได้มีราษฎรอพยพเข้ามาหากินเพิ่มขึ้นอีกหลายพวก หลายครอบครัว แยกกันอยู่เป็นพวกๆ หมู่ๆ แต่ในสมัยนั้นไม่เรียกพวกเรียกว่าก๊ก คือ ก๊กยายเนย ก๊กยายขาว ก๊กยายปั้น ก๊กหลวงเสนาราชยกบัตร (ขุนพินิจ) ก๊กยายโนรี ก๊กขุนวังชุม เป็นต้น เดิมหมู่บ้านดงป่าคำนี้ขึ้นอยู่กับเขตตำบลโพธิ์ประทับช้าง เพราะตำบลโพธิ์ประทับช้างเป็นตำบลใหญ่มาก่อนมีผู้คนมากมาย บ้านเรือนหนาแน่นมาก เพราะมีวัดที่จอมกษัตริย์สร้างไว้ด้วย และบ้านดงป่าคำก็แยกมาเป็นตำบลดงป่าคำ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2526 ตำบลดงป่าคำเจริญขึ้นมากคนมากขึ้น ก็ได้มีการแยกตำบลอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่าตำบลดงกลาง โดยมีกำนันชุน ใจจำนงค์ เป็นกำนันคนแรก และนายชาญ สิงห์สังข์ เป็นกำนันคนปัจจุบัน ซึ่งตำบลดงกลาง มีสภาพพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมชุมชน ดังนี้

 

ประวัติตำบลปากทาง


                ตำบลปากทางเดิมเป็นส่วนหนึ่งของตำบลในเมือง โดยเมื่อปีพุทธศักราช 2492 ได้แยกออกจากตำบลในเมือง ทางด้านทิศตะวันออก เนื่องจากเป็นปากทางที่จะเข้าสู่ตัวเมืองพิจิตรจึงได้ชื่อว่าตำบลปากทาง ปัจจุบันมี 9 หมู่บ้าน มีแม่น้ำน่านไหลฝ่านกลางตำบลมีหมู่บ้านตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำ 7 หมู่ บ้านทางทิศตะวันตก 2 หมู่บ้าน
2.1 ข้อมูลทางกายภาพ
2.1.1 สถานที่ตั้งและอาณาเขต
สถานที่ตั้ง ตำบลปากทางอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองพิจิตร ค่อนทางทิศเหนือเป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร อยู่ห่าง จากศาลากลางจังหวัดพิจิตรเป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 26,875 ไร่ หรือ 43 ตารางกิโลเมตร มีจำนวนหมู่บ้าน 9 หมู่บ้าน ดังนี้ - หมู่ที่ 1 บ้านราชช้างขวัญ - หมู่ที่ 2 บ้านราชช้างขวัญ - หมู่ที่ 3 บ้านปากทาง - หมู่ที่ 4 บ้านราชช้างขวัญ - หมู่ที่ 5 บ้านคลองคู้ - หมู่ที่ 6 บ้านยางคอยเกลือ - หมู่ที่ 7 บ้านคลองท่าหลวง - หมู่ที่ 8 บ้านคลองท่าหลวง - หมู่ที่ 9 บ้านคลองท่าหลวง

 

ประวัติตำบลไผ่ขวาง


                 ตำบลไผ่ขวางแยกมาจากตำบลย่านยาว เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว สาเหตุที่เรียกชื่อตำบลไผ่ขวางเพราะว่า ในสมัยนั้นผู้ดำรงตำแหน่งของตำบล คือนายทิม ถาวรกูล บริเวณฝั่งตรงข้ามบ้านกำนันทิมมีกอไผ่ขึ้นอยู่เป็นทิวแถว ยาวเหยียดตั้งได้ฉากกับลำแม่น้ำน่าน และเป็นแนวขวางลำน้ำน่านด้วย ชาวบ้านเรียกหมู่บ้านแถวนั้นว่า “ไผ่ขวาง” กำนันทิมก็เลยตั้งชื่อตำบลที่แกอยู่ว่า “ตำบลไผ่ขวาง”

 

ประวัติตำบลย่านยาว

                     ตำบลย่านยาว เป็นตำบลหนึ่งในสิบห้าตำบลของอำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ได้รับการยกฐานะเป็นตำบลย่านยาวตั้งแต่ปี 2515 โดยแยกตำบลออกมาจากตำบลไผ่ขวาง เนื่องจากตำบลไผ่ขวางมีพื้นที่เป็นจำนวนมาก และห่างไกลกัน การปกครองดูแลของกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ไม่ทั่วถึง ประกอบกับตำบลไผ่ขวางมีพื้นที่ในการปกครองสองฝั่งแม่น้ำน่าน การติดต่อประสานงานลำบาก ดังนั้นราษฎรตำบลไผ่ขวางจึงได้ประชุมปรึกษาหารือขอแบ่งแยกตำบลออกมาอีกหนึ่งตำบล เพื่อการปกครองดูแลราษฎรให้อยู่ดีกินดีอย่างทั่วถึง จึงได้ขอแยกออกอีกหนึ่งตำบล ได้แก่ตำบลย่านยาว จนถึงทุกวันนี้

 

 


ประวัติท่าหลวง

                       ตำบลท่าหลวงเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ตั้งมานานกว่า 150 ปี มีพื้นที่ติดต่อกับตัวเมืองพิจิตร มีเส้นทางคมนาคมที่ใกล้และสะดวกกับการเข้ามาตัวเมืองระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตร บ้านเรือนตั้งอยู่ตามรินถนนสายต่าง ๆ และริมฝั่งแม่น้ำน่าน , ริมคลองท่าหลวง โดยคลองท่าหลวงเป็นคลองที่เกิดจากการแยกออกจากแม่น้ำน่านไปทางทิศตะวันออกที่หมู่ที่ 9 บ้านท่าหลวง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อตำบล ท่าหลวง ประชากรส่วนใหญ่ที่มาอาศัยอยู่ส่วนใหญ่อพยพมาจากจังหวัดราชบุรี และนครปฐม ขนบธรรมเนียมประเพณีจึงเหมือนกับประชากรในภาคกลางทั่วไป คือ ประเพณีทางศาสนา เช่น การบวชนาค วันเข้าพรรษา และวันสำคัญทางศาสนา ประเพณีอื่น ๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ วันแต่งงาน และประเพณีความเชื่อถือ เช่น การบนบานศาลกล่าวแก้บน เพื่อผลสำเร็จเป็นต้น

 


ประวัติตำบลท่าฬ่อ

                     การตั้งถิ่นฐานของประชาชนในตำบลท่าฬ่อ ไม่มีหลักฐานระบุไว้ชัดเจนว่ามีการ
ตั้งถิ่นฐานมาตั้งเมื่อใด รู้แต่เพียงว่ามีอายุประมาณร้อยกว่าปีตามอายุการก่อตั้งวัดท่าฬ่อ โดยพื้นที่ของตำบลในอดีตเป็นป่าทึบมีชาวบ้านรวมตัวกันเข้ามาจับจองเป็นรุ่น ๆ บุกเบิกแผ้วถางป่าเป็นที่อยู่อาศัย และเป็นที่ทำกินอยู่ริมน้ำน่าน ตามลำคลอง และเป็นที่มาของชื่อตำบลท่าฬ่อ เพราะในสมัยนั้นจะใช้ล้อเลื่อนสำหรับลากไม้ หรือล้อเกวียนในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร จนเป็นชุมชนที่รวมตัวของเหล่าล้อเลื่อน / ล้อเกวียนต่าง ๆ ที่มาจอดรอบบริเวณริมท่าน้ำ เต็มไปหมดจนชาวบ้านเรียกว่าท่าล้อ และผิดเพี้ยนเป็นท่าฬ่อ จึงถึงปัจจุบัน

 

ประวัติตำบลบ้านบุ่ง

                ตำบลบ้านบุ่งแต่เดิมเป็นป่าลึกทึก เนื้อที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มบางแห่งจะเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีน้ำตลอดปี แต่มีน้ำไม่มากนัก มีลักษณะเป็นบุ่งน้ำ มีสัตว์น้ำหลายชนิดรวมทั้งมีจระเข้ชุกชุม มีปลายหลายชนิด ซึ้งมีปลาขนาดเล็กจนถึงปลาขนาดใหญ่ สมัยก่อนจากการบอกเล่าของชาวบ้านบอกว่า เป็นแหล่งหากินเพราะมีปลามาก ถ้าชาวบ้านได้ปลา จะนำไปขายที่บ้านหัวดง โดยได้แต่ละครอบครัวจะเป็นลำเรือ อีกทั้งยังมีเต่ามากมายจึงมีชื่อเรียกกัน 2 ชื่อ คือ บ้านบุ่ง โดยยึดถือลักษณะภูมิประเทศว่ามีแหล่งน้ำมาก อีกชื่อหนึ่งคือ บ้านหนองเต่า เพราะเป็นแหล่งที่มีเต่าชุกชุม ต่อมาเมื่อมีคนมากขึ้น ได้มีการทำลายป่าเพื่อสร้างบ้านเรือน ป่าเริ่มหายไป สัตว์น้ำที่เคยพบเริ่มหมดไปด้วย รวมทั้งเต่า ต่อมาชื่อบ้านหนองเต่าจึงไม่มีใครเรียก คงเหลือแต่ชื่อ “บ้านบุ่ง” เท่านั้น ซึ่งตำบลบ้านบุ่งมีสภาพพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ตำบลบ้านบุ่งมีหมู่บ้านทั้งหมด 7 หมู่บ้าน คือ
หมู่ที่ 1 บ้านวังกรด หมู่ที่ 2 บ้านบุ่ง หมู่ที่ 3 บ้านไดชุมแสง หมู่ที่ 4 บ้านวังกลม หมู่ที่ 5 บ้านหนองไผ่ หมู่ที่ 6 บ้านวังตานุ้ย หมู่ที่ 7 บ้านบึงตะโกน

ประวัติตำบลป่ามะคาบ


                    ประวัติความเป็นมาของตำบลป่ามะคาบ เป็นตำบลหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดพิจิตร ลักษณะที่ตั้งของตำบลป่ามะคาบ เป็นพื้นที่ที่มีคลองป่าคาบไหลผ่าน เดิมคงป่าไม้มะค่ามากจึงเรียกกันติดปากต่อมาการเรียกอาจผิดเพี้ยนไปจึงมาเป็นป่ามะคาบ ตำบลป่ามะคาบมีลำคลองไหลผ่าน ชาวบ้าน สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยการปลูกข้าวเป็นอาชีพ หลัก ประวัติความเป็นมาของตำยลป่ามะคาบ ได้มีการอพยพมาจากที่อื่น เมื่อเห็นว่าบริเวณพื้นที่มีแหล่งน้ำเพื่ออาศัยเพาะปลูกพืชได้ก็เลยตั้งถิ่นฐาน บริเวณนี้ และได้มีการตั้งเป็นตำบลป่ามะคาบขึ้นโดยมีนายไป๋ แพพ่วง เป็นกำนันคนแรก อยู่นานจนเสียชีวิตลง ต่อมานายเฉลิม แพ่พวงบุตรชายเป็นกำนันคนต่อมาเป็นระยะเวลานาน จนปลดเกษียนอายุ จนถึง กำนันนายปกรณ์ แพพ่วง ได้เป็นกำนันคนปัจจุบัน